• ภูมิแพ้อาหาร คือ?

    อาการของการเป็นภูมิแพ้อาหารเป็นได้ทุกระบบของร่างกาย จากข้อมูลที่พบบ่อยคือ อาการทางระบบทางเดินอาหาร (เมื่อแพ้อาหารจะมีอาการคันปาก อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย) อาการทางผิวหนัง (เมื่อแพ้อาหารจะมีอาการผื่นคัน ลมพิษ) และอาการทางระบบหายใจ (เมื่อแพ้อาหารจะมีอาการจาม น้ำมูก ไอ หอบ แน่นหน้าอก) ในบางรายอาการแพ้อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้.
    +Read More
  • Food Allergy?

    As with any allergy, a food allergy develops when the immune system attacks a normally harmless substance and creates specific antibodies for this substance. From this point on, whenever the food allergy sufferer eats the food to which they're allergic, the antibodies respond by releasing histamine, which causes allergic symptoms to appear.
    +Read More
  • 1
  • 2
image
 

สารก่อภูมิแพ้หลัก 8 ชนิดหรือ 9 ชนิด: องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มงาในรายการสารก่อภูมิแพ้หรือไม่

     ปัจจุบันยุโรป แคนาดาและออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ต้องการให้ติดฉลากงาเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร โดยประเทศญี่ปุ่นได้เพิ่มงาเมื่อปี พ.ศ. 2556 ลงในรายการของสารก่อภูมิแพ้ 20 ชนิดที่แนะนำให้ติดฉลาก (แต่ไม่ได้บังคับในตอนนี้) ผู้ร่างกฎหมายยุโรปได้มีการติดฉลากงาในปี พ.ศ. 2546 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยร่วมกับสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ 11 ชนิดที่ก่อให้เกิดอาการแพ้อาหาร (food allergies) หรือความไม่สามารถทนต่อการแพ้อาหารได้ (Intolerances) ในปี พ.ศ. 2557 ทางหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป (EFSA) ได้ปรับปรุงอาหารที่มีส่วนผสมของสารก่อภูมิแพ้และส่วนผสมของอาหารเพื่อวัตถุประสงค์ในการติดฉลาก สำหรับการแพ้งาได้พบความแพร่หลายมากที่สุดในยุโรปร้อยละ 1.5 ฝรั่งเศสพบในกลุ่มของผู้ที่มีอายุระหว่าง 5-17 ปี ในขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับปฏิกิริยารุนแรงที่บันทึกไว้มีน้อยมาก จากแบบสอบถามได้ชี้ให้เห็นว่างามีส่วนที่ก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง

อะไรคือเหตุผลที่องค์การอาหารและยาต้องพิจารณาเพิ่มงาในรายการสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องมีการติดฉลากในตอนนี้? 

     ในคำแถลงการณ์ที่ออกจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา Scott Gottlieb เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ได้กล่าวว่าได้พบหลักฐานที่ชี้ว่าการแพ้งาอาจเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาพบความชุกจากการแพ้งาในสหรัฐอเมริกามีมากกว่าร้อยละ 0.1 เทียบเท่ากับการแพ้ถั่วเหลืองและปลา เนื่องจากงาไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสารก่อภูมิแพ้หลักในตอนนี้ จึงไม่จำเป็นต้องระบุสารก่อภูมิแพ้บนฉลากอาหาร ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ได้ระบุไว้ในรายการส่วนผสม ผลิตภัณฑ์ที่มีรสธรรมชาติหรือเครื่องเทศที่ระบุไว้บนฉลากอาจมีงาอยู่น้อยและผู้ที่แพ้งาอาจมีการบริโภคอาหารที่มีฉลากกำกับว่า “ทาฮินี” โดยไม่รู้ว่าทาฮินีนั้นเป็นแป้งที่ทำมาจากเมล็ดงา ด้วยความไม่รู้ว่าอาหารนั้นมีงาหรือไม่อาจทำให้บางคนจำกัดการบริโภคอาหารโดยไม่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับอาหารดังกล่าว ผู้เขียนพบข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับความชุกที่แท้จริงของสารก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่ในอาหารนั้นมีอยู่ (คื่นฉ่าย ลูปิน มัสตาร์ดและงา) หากความชุกของการแพ้งาเพียงร้อยละ 0.1 หรือสูงกว่าในสหรัฐอเมริกานั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ทางองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาก็ตระหนักกับสิ่งนี้และเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องมีการร้องขอข้อมูลเพิ่มเติม 

สารก่อภูมิแพ้ในงามีกี่ชนิด 

     สำหรับงานั้นมีโปรตีน 7 ชนิดที่สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยจำแนกโปรตีนออกเป็นสามกลุ่มประกอบด้วยโพรลามีนสองชนิด (Ses i1 และ i2) โอลีโอซินสองชนิด (Ses i4 และ i4) และคูปินสามชนิด (Ses i3, i6 และ i7) 

สารก่อภูมิแพ้ในงาเสถียรต่อความร้อนหรือไม่ 

     ข้อมูลนี้มีความสำคัญสำหรับผู้ผลิตอาหารที่ใช้งาในผลิตภัณฑ์ขนมอบ คำตอบคือใช่ สารก่อภูมิแพ้ของงาที่สำคัญคือ Ses i1 มีความเสถียรสูงถึง 90 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ Ses i1 ยังมีความทนทานสูงต่อการย่อยในระบบทางเดินอาหารซึ่งเป็นเรื่องปกติของสารก่อภูมิแพ้ในอาหารหลายชนิด

ปริมาณอ้างอิงของ VITAL และระดับของการบังคับใช้งา 

     สำหรับโปรตีนงามีปริมาณอ้างอิงของ VITAL อยู่ที่ 0.2 มิลลิกรัมกับ ED05 ในเยอรมนีมีการใช้ปริมาณอ้างอิงของ VITAL และระดับการปฏิบัติมากกว่า 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งหมายความว่าหากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพบมากกว่า 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (หรือ 10 ppm) จะถูกดำเนินการ ในประเทศเพื่อนบ้านเนเธอร์แลนด์เสนอปริมาณโปรตีนอ้างอิงในงาที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.1 มิลลิกรัม ในขณะที่เบลเยียมซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ได้มีการกำหนดปริมาณโปรตีนอ้างอิงในงาที่สูงขึ้นที่ระดับ 0.4 มิลลิกรัม กล่าวอีกนัยหนึ่งถ้าคุณอาศัยอยู่ในเบลเยียมอาหาร 400 กรัมสามารถมีโปรตีนงาได้สูงสุด 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในขณะที่ฮอลแลนด์อาหารจานเดียวกันจะมีโปรตีนงาเพียงแค่ 0.25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณอ้างอิงของประเทศนั้นๆ อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์โปรตีนงาที่ 0.25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมอาจไม่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยชุดทดสอบส่วนใหญ่ทางการค้า 

การตรวจหางา 

     ระบบ ELISA ในเชิงพาณิชย์ (Enzyme-Linked Immuno-Sorbent Assay) สำหรับงามีวางจำหน่ายจากผู้ค้าหลายรายซึ่งเทียบเท่ากับระบบที่ใช้ดีเอ็นเอ (PCR – Polymerase Chain Reaction) ได้อธิบายไว้ในเอกสารและมีวางจำหน่ายทั่วไป เมื่อไม่นานมานี้มีการเผยแพร่วิธีวิเคราะห์แบบแมสสเปคโตมิทรี (mass spectrometry) สำหรับการตรวจหางาด้วยเช่นกัน ความชุกของการแพ้และความชุกของการแพ้งาจะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ จากรายงานของ EFSA (พ.ศ. 2557) พบการแพ้งาน้อยมาก (เฉลี่ยประมาณร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับร้อยละ 1 ของการแพ้ถั่วลิสงและถั่วเปลือกแข็ง โดยร้อยละนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค) อย่างไรก็ตามเด็กที่มีความไวต่องาจะมีความชุกต่อการแพ้ถั่วลิสง เฮเซลนัท วอลนัท อัลมอนด์และไข่สูง ทั้งความไวของการเกิดปฏิกิริยาข้ามและความไวทางคลินิกที่ถูกตรวจพบระหว่างงา ถั่วลิสงและถั่วเปลือกแข็ง ความชุกของการแพ้งาจะขึ้นอยู่กับความแตกต่างทางภูมิศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ ในตะวันออกกลางอาหารยอดนิยม เช่น ทาฮินีและฮาลวาที่มีงาและสันนิษฐานได้ว่าจากอัตราการบริโภคงาที่สูงขึ้นในภูมิภาคเหล่านี้จะพบความชุกของการแพ้งาที่สูงขึ้น โดยงาถูกขนานนามได้ว่าเป็นถั่วลิสงแห่งตะวันออกกลาง สันนิษฐานว่าความชุกที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลางได้รับการสนับสนุนการศึกษาจากอิสราเอลในกลุ่มประชากรขนาดเล็ก แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาเหล่านี้ไม่ได้อ้างอิงจากจำนวนประชากร รายงานความชุกที่สูงขึ้นในออสเตรเลีย (ร้อยละ 0.8) และสหราชอาณาจักร (ร้อยละ 0.4) ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่ายังมีข้อมูลน้อยมากที่จะสามารถระบุถึงความชุกที่แท้จริงของสารก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่ในอาหาร เช่น คื่นฉ่าย ลูปิน มัสตาร์ดและงา ผู้เขียนได้ทบทวนผลสรุปในปี พ.ศ. 2558 ว่ามีข้อมูลเล็กน้อยที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับความชุกของสารก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่เหล่านี้ ทั้งๆ ที่ความจริงได้พบในรายการสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร 14 ชนิดจากยุโรป ยังคงเห็นว่าหลักฐานที่น่าเชื่อถือสามารถรวบรวมได้ผ่านทางองค์การอาหารและยาสำหรับเรียกร้องให้มีข้อมูลเพื่อสนับสนุนสมมติฐานความชุกของการแพ้งาในสหรัฐอเมริกาที่สูงกว่าร้อยละ 0.1 โดยระบุความชุกของงาที่มีแนวโน้มต่ำกว่าถั่วลิสงและถั่วเปลือกแข็งอย่างมีนัยสำคัญ แต่งานั้นจะเป็นสารก่อภูมิแพ้อันดับที่ 9 ที่บังคับใช้ในสหรัฐอเมริกาหรือไม่?