• ภูมิแพ้อาหาร คือ?

    อาการของการเป็นภูมิแพ้อาหารเป็นได้ทุกระบบของร่างกาย จากข้อมูลที่พบบ่อยคือ อาการทางระบบทางเดินอาหาร (เมื่อแพ้อาหารจะมีอาการคันปาก อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย) อาการทางผิวหนัง (เมื่อแพ้อาหารจะมีอาการผื่นคัน ลมพิษ) และอาการทางระบบหายใจ (เมื่อแพ้อาหารจะมีอาการจาม น้ำมูก ไอ หอบ แน่นหน้าอก) ในบางรายอาการแพ้อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้.
    +Read More
  • Food Allergy?

    As with any allergy, a food allergy develops when the immune system attacks a normally harmless substance and creates specific antibodies for this substance. From this point on, whenever the food allergy sufferer eats the food to which they're allergic, the antibodies respond by releasing histamine, which causes allergic symptoms to appear.
    +Read More
  • 1
  • 2
image
 

Gluten Allergy, Gluten Hypersensitivity และ Celiac Disease สามชื่อนี้เหมือนกันหรือไม่?

    เมื่อไม่นานมานี้มีผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วยสอบถามถึงอาการแพ้กลูเตน (Gluten Allergy) และการทดสอบทางผิวหนัง โดยแท้จริงแล้วการแพ้กลูเตน (Gluten Allergy) นี้เป็นชื่อที่ไม่เหมาะสม (เพราะเป็นชื่อที่ใช้เรียกผิดประเภท)

     Gluten Hypersensitivity เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีแป้งสาลี, ไรย์, บาร์เล่ย์ เป็นองค์ประกอบ และข้าวโอ๊ตในบางครั้ง ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีแอนติบอดี้ที่เรียกว่า IgA อยู่บริเวณพื้นที่ผิวของลำไส้เล็กซึ่งจะคอยขัดขวางการทำงานไม่ให้เป็นปกติ

ความไวต่อกลูเตน (Gluten Hypersensitivity) มีชื่อเรียกในชื่ออื่นอีก เช่น Celiac Sprue หรือ Celiac disease (CD) ซึ่งไม่ใช่โรคภูมิแพ้อาหารอย่างแท้จริง เนื่องจากว่าแทนที่จะผลิตแอนติบอดี้ IgE (ดังเช่นในกรณีของการแพ้ถั่วลิสง, ไข่, นม และสัตว์น้ำที่มีเปลือกหุ้ม) กลับผลิตแอนติบอดี้ IgA ขึ้นมาแทน (เป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่มีกลูเตน) โดยไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่ก็มีคนจำนวนมากเข้ารับการตรวจด้วยโรค Celiac Disease เพิ่มสูงขึ้น

Celiac Disease แตกต่างจาก food allergy อย่างไร?

     แอนติบอดี้ IgA ถูกผลิตขึ้นจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่าลิมโฟไซต์ แอนติบอดี้นี้ไม่มีสัญญาณในการส่งไปถึงเซลล์ (mast cells) ให้ปลดปล่อยฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสารตั้งต้นดังเช่นแอนติบอดี้ IgE ทำ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรค Celiac Disease จึงไม่แสดงอาการลมพิษ คันทั้งตัว อาการบวม และไม่มีความเสี่ยงของการเกิดคอบวมหรืออาการช็อคจากการแพ้อาหาร (ถ้าความดันเลือดต่ำจะทำให้ได้รับอันตราย)

สิ่งสำคัญที่ควรทราบเมื่อเป็นโรค Celiac Disease?

     Celiac Disease เกิดจากการอักเสบที่ลำไส้เล็ก ทำให้ไม่สามารถดูดซึมไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารอื่นๆ ได้อย่างเพียงพอ ผลจากการขาดสารอาหารที่ลำไส้เล็ก ทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้เกิดโรคโลหิตจาง อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง กระดูกพรุน การเจริญเติบโตช้า (ในวัยเด็ก) ผิวหนังและระบบประสาททำงานผิดปกติ

อาการของโรค Celiac Disease เป็นอย่างไร?

     ความผิดปกติที่เกิดจาก Celiac Disease มีความเกี่ยวข้องและคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ อีกหลายโรค (รวมทั้งโรคภูมิแพ้อาหาร) คนที่เป็นโรค Celiac Disease อาจมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก เจ็บท้อง เกิดก๊าซในกระเพาะ เจ็บปาก เป็นผื่นคันบริเวณข้อศอกและ/หรือเข่า รู้สึกชาที่เท้าและขา ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โกรธง่าย ซึมเศร้า การดูดซึมไขมันและสารอาหารอื่นๆ เกิดขึ้นน้อย อุจจาระมีกลิ่นเหม็นและสีซีดบางครั้งอาจมีไขมัน 

การแพ้กลูเตน (Gluten Intolerance) เหมือนกับโรค Celiac Disease หรือไม่?

     การแพ้กลูเตน (Gluten Intolerance) ไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและไม่สัมพันธ์กับโรค Celiac Disease การแพ้กลูเตน (Gluten Intolerance) คือการที่กลูเตนสามารถผ่านเข้าสู่ลำไส้เล็กได้ ซึ่งจะคล้ายกับการแพ้นม ผู้แพ้กลูเตนอาจมีอาการท้องอืด มีก๊าซในกระเพาะ และท้องเสีย แต่ไม่มีการอักเสบของลำไส้อย่างรุนแรงและไม่มีความเสี่ยงที่เกิดจากอาการ Celiac Disease หรือภูมิแพ้อาหารทั่วไป

การวินิจฉัยโรคเพื่อยืนยันชนิดของโรคมีความสำคัญอย่างไร?

     ผู้ที่เป็นโรค Celiac Disease มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของลำไส้อย่างถาวร (ไม่ใช่สาเหตุมาจากการแพ้อาหารหรือการแพ้กลูเตนชนิด Gluten Intolerance นอกจากนี้ยังมีโอกาสสูงในการเกิดมะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และพัฒนาไปสู่โรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันอัตโนมัติอื่นๆ (เช่น ต่อมไทรอยด์) ครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นโรค Celiac Disease มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคนี้ (แต่ไม่ได้แพร่กระจายง่าย) การเข้ารับการตรวจรักษาตั้งแต่เริ่มแรก อาจช่วยบรรเทาอาการของกระดูกพรุน การทำงานของระบบประสาทผิดปกติ โรคโลหิตจางและโรคมะเร็งได้

การหาสาเหตุของโรค Celiac Disease ทำได้อย่างไร?

หลังจากที่แพทย์ได้สัมภาษณ์และตรวจร่างกายอย่างละเอียดในเบื้องต้น แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินว่าต้องเข้ารับการตรวจเลือดหรือไม่ โดยแพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจกับแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและการตัดชิ้นเนื้อในลำไส้เล็กไปตรวจวินิจฉัย

สิ่งที่ควรทำเมื่อสงสัยว่าเป็นโรค Celiac Disease ?

     1. พบแพทย์และให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการทั้งหมดรวมทั้งประวัติการเป็นโรคปวดท้องหรือโรคลำไส้อักเสบในครอบครัว

     2. ไม่ควรบริโภคอาหารที่มีแป้งสาลี, ไรย์, บาร์เลย์ และโอ๊ต (ควรบริโภคอาหารที่ปราศจากกลูเตน) จนกว่าจะได้พบแพทย์ และหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีกลูเตนก่อนเข้ารับการตรวจ เพราะอาจทำให้การวินิจฉัยเกิดความผิดพลาดได้ การตรวจเลือดและการตัดชิ้นเนื้อในลำไส้ไปตรวจจะช่วยให้ผลการวินิจฉัยถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อดูความผิดปกติของโรค

     3. เมื่อพบว่าเป็นโรค Celiac Disease สิ่งที่จำเป็นสำหรับการรักษาคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตน เพราะไม่มีวิธีการรักษาอื่นนอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตน  ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากในการปฏิบัติ นอกจากนี้ควรได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์ตรงในการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรค Celiac Disease และควรอ่านฉลากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะบริโภคอาหารทุกชนิด

     4. พึงระลึกไว้เสมอว่าผู้ที่เป็นโรค Celiac Disease จำนวนมากมีอาการแพ้นม (ไม่สามารถย่อยแลคโตสได้) ซึ่งอาจส่งผลต่อความผิดปกติในช่องท้อง ทำให้เกิดก๊าซ  และเป็นแผลในช่องท้อง หลังจากที่ได้รับการรักษาโรค Celiac Disease แล้ว จะช่วยให้การแพ้นมวัวลดลง

     5. มาพบแพทย์ตามที่ได้นัดหมายไว้เพื่อติดตามผลการตรวจเลือด